ปลาร้า ตัวช่วยชั้นดีเพิ่มความแซ่บนัวให้อาหาร

หากพูดถึง อาหารอีสาน แล้ว เครื่องปรุงที่ขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือปลาร้า อาหารอีสานแทบทุกอย่างมักถูกปรุงด้วยน้ำปลาร้าเสมอ เนื่องด้วยรสชาติเค็มที่มีเอกลักษณ์ของมันที่ทำให้รสชาติของอาหารแซ่บนัวมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ากลิ่นของมันจะค่อนข้างเหม็นก็ตาม แต่พออยู่ในอาหารแล้วมันกลับทำให้อาหารหอมขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้นมันจึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วประเทศในที่สุด

ปลาร้า ทำอย่างไร ที่มาของกลิ่นเหม็นและปริศนาเรื่องหนอน

ปลาร้านั้นมีมานานตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2500 โดยแต่ละครอบครัวจะหมักปลาร้ากินเองในบ้านตามสูตรของใครของมัน ปลาร้านั้นถือเป็นหนึ่งในวิธีการถนอมเช่นกัน เพราะมันสามารถช่วย ยืดอายุของปลาให้เก็บได้นานเป็นปี โดยมักจะทำมาจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก นำมาหมักกับรำข้าวและเกลือก่อนจะบรรจุใส่ภาชนะต่าง ๆ ที่นิยมใช้กันจะเป็นไห หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้ 7-8 เดือนก็สามารถนำออกมารับประทานได้ ในอดีตเคยมีค่านิยมที่ว่าหาก ปลาร้ามีหนอนจะเป็นปลาร้าที่มีรสชาติดีเป็นพิเศษ แต่ความจริงแล้วมันส่งผลเสียต่อสุขภาพและไม่ได้มีรสชาติที่ดีกว่าแต่อย่างใด ดังนั้นในปัจจุบันหลายๆ คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น วิธีการทำปลาร้า จะมีความสะอาดจนเราแทบไม่เห็นหนอนในปลาร้าอีกต่อไป นอกจากนั้นยังมีการยกระดับโดยบรรจุขวดแก้วขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปอีกด้วย ซึ่งสามารถรับประกันความสะอาดและถูกสุขอนามัยได้ ปลาร้านั้นมักจะนิยมเอาไปทำเป็นน้ำพริก เป็นเครื่องปรุงในแกงต่าง ๆ ใส่ในส้มตำ ทำหลน หรือแม้แต่นำเนื้อมาทอดก็อร่อยไปอีกแบบ โดยคุณภาพของมันนั้นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกระบวนการทำ โดยจะต้องตวงส่วนผสมอย่างเกลือและรำข้าวให้ได้พอดีกับเนื้อปลา โดยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

ปลาร้าหอม จะมีสีแดง ทำจากปลาตัวโต รสชาติจะอร่อยและกลมกล่อ ต่อไปคือ
ปลาร้านัว กลิ่นจะนุ่มนวลมากที่สุด มักทำจากปลาขนาดกลางถึงขนาดเล็ก โดยใช้ปลา 4 ส่วน เกลือ 1 ส่วนครึ่ง และรำข้าวหนึ่งส่วน แบบสุดท้ายคือ
ปลาร้าโหน่ง จะมีกลิ่นที่เหม็นเป็นพิเศษ รสชาติจะไม่คุ้นลิ้น สีคล้ำ นิยมใช้ปรุงส้มตำ มักทำจากปลาขนาดเล็ก

ปลาร้ารสชาติเค็มนัวที่แตกต่าง เสน่ห์ อาหารจากภาคอีสาน ของไทย

ด้วยรสชาติ กลิ่น และวิธีการทำที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านท้องถิ่นของอีสานได้เป็นอย่างดี แถมใช้ปรุงกับอาหารอะไรก็อร่อย ปลาร้าจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงที่อยู่คู่ครัวไทย มาแสนนาน